วันอังคาร, 10 ธันวาคม 2562

งามไส้!! ใช้รถกู้ภัยขนยา ลองของ “ผบช.ภ.5” ป้ายแดง สุดท้ายไม่รอด สั่งตรวจเข้มด่านชายแดนแล้ว

ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงผลการปฏิบัติงานการจับกุมกลุ่มลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ 2 รายซ้อน ได้ยาบ้าเกือบล้านเม็ด รายแรกใช้รถขนผักอำพรางยา ส่วนอีกรายใช้รถกู้ภัยของมูลนิธิฯ “บิ๊กจวบ” สั่งให้ขยายผลรวบให้ครอบคลุมทั้งขบวนการ พร้อมย้ำตรวจเข้มตลอดชายแดน 8 จังหวัดเหนือบน บูรณการทุกภาคส่วนตรวจเข้มทุกด่าน นโยบายสำคัญสกัดกั้นไม่ให้เข้าพื้นที่ชั้นในให้ได้มากที่สุด

วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต, พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.ชินวิช วิยธนพัฒน์ รอง ผบก.สส.ภ.5 ,พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รอง ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบก.สส.ภ.5 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง โดย นายคมสัน สุวรรณอัมพา รอง ผวจ.เชียงใหม่ ผู้แทน ผวจ.เชียงใหม่ ฝ่ายทหารโดยผู้แทน พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพนัอยที่ 3 /ผบ.ศป.ปส.ชม., สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 5 โดยผู้แทน นายมานิต โกเมศ ผอ.ป.ป.ส.ภาค 5  ร่วมกันแถลงข่าวผลการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด 2 คดีสำคัญ

คดีแรก ได้ทำการจับกุมตัว นายกมล หรือหล้า หมอกคำ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 7 ต.แม่คะ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายธนุรเวท หรือติ๊ก สุริยา อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 276 หมู่ที่ 13 ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ผู้ต้องหาที่ 2 พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้าจำนวนประมาณ 314,000 เม็ด, รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาวแดง เลขทะเบียน 70-8268 เชียงใหม่ บรรทุกยาเสพติด และรถยนต์กระบะยี่ห้อ โตโยต้า สีเทา เลขทะเบียน ผย 4901 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์นำสำรวจเส้นทาง

ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มขบวนการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติด ใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อของกลาง ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนด้าน อ.ฝาง เข้าสู่พื้นที่ตอนใน จึงตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่บริเวณถนนโชตนา เขต อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พบรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกสิ่งของมา มี นายกมล หรือหล้า หมอกคำ ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นคนขับรถ จึงได้นำไปตรวจค้นอย่างละเอียดที่ สภ.แม่แตง พบยาบ้า 2 กล่อง รวมประมาณ 314,000 เม็ด บรรทุกอยู่กระบะท้ายรถ สอบถาม นายกมล ฯ รับว่า รับจ้างลำเลียงยาเสพติดมาจาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อจะไปส่งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา รับจ้างมาในราคา 250,000 บาท และได้ว่าจ้างให้ นายธนุรเวท หรือติ๊ก สุริยา ผู้ต้องหาที่ 2 ขับรถยนต์นำทาง โดยแบ่งค่าจ้างให้ 100,000 บาท ต่อมาได้มีการขยายผลจับกุมตัวนายธนุรเวทฯ ผู้ต้องหาที่ 2 พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้อ โตโยต้า สีเทา เลขทะเบียน ผย 4901 เชียงใหม่ เป็นรถยนต์นำ สำรวจเส้นทางที่ปั้มน้ำมันในเขต อ.เมืองลำปาง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มต่อไป

คดีที่ 2 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 4 คน พร้อมยาบ้าประมาณ 592,000 เม็ด เคตามีน 101 กรัม รถยนต์ 2 คัน คดีนี้ผู้ต้องการขนยาเสพติดโดยอำพรางมากับรถยนต์ฉุกเฉิน หรือ รถ Ambulance และใช้รถยนต์เก๋งนำทาง ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ประกอบด้วย 1. นายทัศน์พล หรือเอ๋ ชัยแก้ว อายุ 43 ปี ที่อยู่ 108/1 หมู่ที่ 8 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย 2. นายอาทิตย์ หรือแซ ไชยวรศิลป์ อายุ 30 ปี ที่อยู่ 171 หมู่ที่ 5 ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย 3. นายธนดล หรือเต้ย วรสูตร อายุ 23 ปี ที่อยู่ 29 ซ.นิมิตใหม่ 29 แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และ 4. นายตรี นามสมมุติ ยังเป็นเยาวชน ภูมิลำเนา ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย

การจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้พร้อมของกลาง ยาบ้า รวมประมาณ 592,000 เม็ด เคตามีน น้ำหนักรวมประมาณ 101 กรัม รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อมาสด้า 3 สีขาว เลขทะเบียน กษ 1206 เชียงราย จำนวน 1 คัน ซึ่งใช้นำและสำรวจเส้นทาง พร้อมด้วย รถยนต์ตู้บรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว เลขทะเบียน บล 1669 เชียงราย ซึ่งเป็นรถยนต์พยาบาลฉุกเฉิน หรือ รถ Ambulance ของ มูลนิธิพระครูพิทักษ์พรหมวิหาร โทรศัพท์มือถืออีก 6 เครื่อง และของกลางรายการอื่นๆ อีกหลายรายการ

คดีนี้ ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจะนำยาเสพติดมาส่งมอบให้กันในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าสืบสวน สังเกตการณ์ เวลาต่อมาพบรถยนต์ทั้งสองคันวิ่งไปตามถนนราชมรรคา ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แล้วไปจอดต่อท้ายกันบริเวณที่เกิดเหตุ ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้ลงจากรถยนต์เปิดประตูรถยนต์ทั้งสองคัน ช่วยกันยกกระเป๋า จากรถยนต์ตู้บรรทุก มาใส่รถยนต์เก๋ง ลักษณะมีพิรุธเป็นที่น่าสงสัยว่าสิ่งของดังกล่าวน่าจะเป็นสิ่งของผิดกฎหมายหรือยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงเข้าแสดงตนและควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ 1 – 4 และรถยนต์ไว้ ซึ่งผลจากการตรวจค้นพบยาบ้า รวมจำนวนประมาณ 592,000 เม็ด และ เคตามีน น้ำหนักรวมประมาณ 101 กรัม อยู่ในรถยนต์ทั้งสองคัน

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ต่างยอมรับว่า ร่วมกันลักลอบนำยาเสพติดมาจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อที่จะนำเข้าไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายอาร์ม ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ติดต่อกันทางโทรศัพท์ ว่าจ้างให้ลักลอบลำเลียงยาเสพติด จาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไปส่งให้นายอาร์มฯ ที่กรุงเทพฯ ในราคา 1,250,000 บาท ผู้ต้องที่ 1, 2 จึงได้ว่าจ้างให้ ผู้ต้องที่ 3 และที่ 4 นำยาเสพติดดังกล่าวลักลอบลำเลียงอำพรางมากับรถยนต์พยาบาลฉุกเฉิน หรือรถ Ambulance ของ มูลนิธิพระครูพิทักษ์พรหมวิหาร อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในราคา 100,000 บาท มาส่งในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ โดยมีรถยนต์เก๋งนำสำรวจเส้นทาง ก่อนจะลักลอบลำเลียงไปยังกรุงเทพมหานครต่อไป ตำรวจภูธรภาค 5 จะได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลการจับกุมและเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 รายที่จับได้นี้ ทราบว่าเคยทำมาแล้วหลายครั้งในรูปแบบต่างๆ ขณะนี้ชุดปฏิบัติการขยายผลกำลังตรวจสอบดูว่าทำมาแล้วกี่ครั้ง กี่ราย เส้นทางจากไหนไปไหนอย่างไรบ้าง อยู่ในระหว่างการหาข้อมูลเชิงลึกในกระบวนการสืบสวน ส่วนการลักลอบลำเลียงขณะนี้พบว่ามีมากมายหลายรูปแบบ อีกรายที่พบทำทีว่ารับซื้อของเก่า แต่ลักลอบส่งยาเสพติด ก็ทำกันทุกรูปแบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็มีข้อมูลอยู่บ้างแล้ว ก็อยากจะฝากถึงพี่น้องประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบการกระทำที่ผิดปกติ หรือคนในพื้นที่ที่อยู่บ้านใกล้เคียงอยู่ดีก็ร่ำรวยขึ้นมามากมายแบบไม่มีสาเหตุ หรือว่าทำมาหากินไม่เป็นเวลาปกติ หรือมีคนแปลกปลอมเปลี่ยนหน้าเข้าออกใกล้ๆ บ้านเราอย่างผิดปกติ ใช้รถผิดปกติจากที่ประชาชนทั่วไปเขาใช้กัน ก็ขอให้แจ้งเบาะแสะให้เจ้าหน้าทีได้ทราบโดยเร็ว ก็จะช่วยกันป้องกัน ปราบปรามยาเสพติดให้ได้ผลยิ่งขึ้นไป

“ยังมีกลุ่มคนที่รับขนทั้งในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย โดยจะรับขนไปส่งให้คนในพื้นที่ภาคกลางหรือกรุงเทพมหานคร ซึ่งตำรวจภูธรภาค 5 ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เรื่องหลักก็คือ ปัญหายาเสพติด ซึ่งมีได้บูรณาการการทำงานทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ป.ป.ส. และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า ต่อไปจะมีการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด การลำเลียงยาเสพติด นำไปสู่ตอนในของประเทศ โดยจะทำการตรวจเข้มตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้นเข้มแข็ง ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปสู่พื้นที่ตอนในให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด่านตรวจ จุดตรวจ จัดสกัดกั้นต่างๆ จะมีการเพิ่มความเข้มในการตรวจ และจะนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ช่วยเสริมในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร่วมทั้งคดีสำคัญที่จับกุมได้จะมีการขยายผล ตรวจสอบทรัพย์สิน เส้นทางการเงินต่างๆ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการปราบปรามยาเสพติด” ผบช.ภ.5 กล่าว