วันอาทิตย์, 14 สิงหาคม 2565

ได้ผล!! ปฏิบัติการแกล้งข้าวนาปี ชลประทานชี้รายได้เพิ่มกว่า1,200บาท ยันประหยัดน้ำใช้ปุ๋ย-ยาน้อยลงจริง

30 พ.ย. 2017
1519

ที่แปลงนาสาธิตบ้านสันทราย หมู่ที่ 7 ต.ป่าไหน่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ นายจานุวัตร เลิศศิลป์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 นายอัษฎางค์ พุทธวงศ์ ปลัดอำเภอพร้าว นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ร่วมกันเปิดงานวันเกี่ยวข้าวโครงการการสาธิตการปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพในเขตพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ประเภทข้าว ที่ พื้นที่แปลงเกษตรกรผู้ใช้น้ำอ่าวเก็บน้ำแม่โก๋น หมู่ที่ 7 บ้านสันทราย ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สหกรณ์การเกษตรอำเภอพร้าวจำกัด เกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกิจกรรม

โครงการการสาธิตการปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพในเขตพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ประเภทข้าว เป็นโครงการเพื่อสาธิตการให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของข้าวหอมมะลิ ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้ในการดำเนินการสู่พื้นที่รับผิดชอบเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบประเภทข้าวของจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมส่งเสริมและผลักดันให้เป็นโครงการนำร่องในการทำการเกษตรไปสู่เกษตรแบบปลอดภัยในการช่วยการบริหารจัดการน้ำ และก่อให้เกิดการลดต้นทุนและการเพิ่มผลผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง INWEPF Thai บริษัทสยามคูโบต้า จำกัด ได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับการปลูกข้าวแบบวิธีเปียกสลับแห้ง จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจในเรื่องของการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต ประหยัดการใช้น้ำ ซึ่งได้มีการทดลองศึกษาวิธีการให้น้ำและการใช้น้ำของข้าวเหนียวฤดูนาปรังในพื้นที่นี่แล้ว ผลที่ได้ยืนยันถึงการประหยัดน้ำ เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งนำมาสู่การขยายผลโครงการจัดทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูนาปีเพื่อเป็นโครงการนำร่องสู่การขยายผลต่อไป

นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลการทดลองในแปลงสาธิตการแกล้งข้าวได้ผลผลิตอยู่ที่ 680 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนแปลงเปรียบเทียบที่เกษตรกรทำในพื้นที่ติดกันได้ผลผลิตอยู่ที่ 560 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งทำตามกระบวนวิธีแกล้งข้าวจะได้ปริมาณมากกว่าปกติทั่วไปอยู่ราว 120 กิโลกรัมต่อไร่ หากจะคิดเป็นมูลค่าที่ขายอยู่ตามท้องตลาดขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัม 10-12 บาท ก็เท่ากับว่าในแปลงที่ผลิตตามกระบวนการแกล้งข้าวจะมีรายได้มากกว่าปกติราว 1,200 บาทต่อกิโลกรัมต่อไร่

“ที่กล่าวมาเฉพาะในส่วนของผลผลิตที่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่โดยความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ปุ๋ย หรือการใช้ยาฆ่าแมลง พบว่าจะใช้น้อยกว่าการทำนาโดยปกติทั่วไป ยิ่งแปลงทดลองนี้ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดถึงการใช้ปุ๋ยที่ลดลง เพราะจากการสอบถามเกษตรกรที่ทำอยู่ในแปลงนี้ทำให้ทราบว่า การให้ปุ๋ยมากเกินไปจะทำให้ข้าวหอมมะลิอ่อนแอส่งผลทำให้เกิดโรคค่อนข้างมากเพิ่มขึ้นด้วย และจะทำให้ผลผลิตที่ได้ลดน้อยลงไปด้วย ในปีนี้บริเวณพื้นที่นี้โรคไหม้คอรวงระบาดมาก การที่จะฉีดยาฉีดฮอร์โมนยิ่งมากเท่าไรยิ่งเสียหายมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ผลผลิตเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แปลงที่ทดลองแกล้งนี้เห็นได้ชัดเจนว่า ลำต้นจะแข็งแรงกว่า” ผอ.คป.เชียงใหม่ กล่าว

ผลการทดลองจากแปลงนานี้สามารถยืนยันได้ว่าการแกล้งข้าวหอมมะลิในฤดูนาปีได้ผลทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและสามารถเพิ่มผลผลิตให้ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการทำนาโดยปกติทั่วไป
นายเจนศักดิ์ฯ กล่าวอีกว่า สำหรับกระบวนการในการทำนาโดยการแกล้งข้าวนั้นไม่ได้ยากไปกว่าการทำนาแบบปกติทั่วไป แต่เป็นเรื่องของการดำเนินการที่จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษใน 2 ช่วงเวลาคือ ในช่วงที่จะแกล้งข้าว โดยในช่วงแรกเมื่ออายุข้าวอยู่ในช่วง 30-35 วัน สำหรับพันธุ์ข้าวที่อายุไม่เกิน 120 วัน เป็นการแกล้งครั้งที่ 1 ที่จะไม่ให้น้ำเลย ช่วงนี้จะเป็นการแกล้งเพื่อให้ต้นข้าวแข็งแรง และมีการแตกรากในปริมาณที่มากๆ อีกช่วงเวลาจะอยู่ในช่วงอายุ 60-65 วัน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ข้าวจะแตกกอสูงสุด หากไปแกล้งในช่วงเวลานี้อีกรอบ ต้นข้าวจะพยายามหนีตายเนื่องจากไม่มีน้ำ ต้อข้าวก็จะแตกกอเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อกอเพิ่มมากขึ้นจำนวนรวงข้าวก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าผลผลิตได้มากว่า

“จากเดิมที่เคยคุยกันการแกล้งข้าวจะแกล้งได้ในช่วงหน้าแล้ง แต่วันนี้สามารถแกล้งข้าวหอมมะลิในช่วงฤดูนาปีได้สำเร็จ ทำให้เห็นว่าการแกล้งข้าวในช่วงฤดูฝนก็สามารถทำได้ แต่วิธีการจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยคือ การขุดบ่อโดยรอบแปลงนาเพื่อจะได้ระบายน้ำในช่วงการแกล้งข้าวลงไปไว้ในบ่อที่ขุดไว้ ในบ่อก็เลี้ยงกบเลี้ยงปลาได้ด้วย ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทาง ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เกษตรกรสามารถเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นแบบนี้ได้” นายเจนศักดิ์ฯ กล่าว

สำหรับปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบแกล้งข้าวนี้ ข้อมูลอันเป็นการยืนยันชัดเจนไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ปลูกจริงหรือในแปลงทดลองพบว่าสามารถประหยัดน้ำสำหรับการทำนาได้ตั้งแต่ 20 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ในการใช้น้ำแต่ละรอบของการปลูก
ผอ.คป.เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายผลหรือต่อยอดการแกล้งเข้าในฤดูนาปีนั้น กรมชลประทานมีนโยบายในเรื่อง 1 แปลง 1 โครงการ ซึ่งดำเนินการมาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาซึ่งจะมีนโยบายต่อเนื่องไปอีกว่า จากแปลงที่มีอยู่ให้ขยายผลออกไปอีกโดยการเพิ่มจำนวน ยกตัวอย่างพื้นที่นี้ของอำเภอพร้าวจากปีก่อนหน้านั้นทำเพียง 5 ไร่ แต่ช่วงแล้งที่แล้วมีการทำนาแบบแกล้งข้าวมากถึง 350 ไร่ ซึ่งพบปัญหาอุปสรรคบ้างในการทำนาขนาดแปลงใหญ่ ในแล้งที่จะถึงนี้จะมีการทำเช่นปีที่ผ่านมาอีกครั้ง โดยจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้นาแปลงใหญ่ของอำเภอพร้าวได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“สำหรับปัญหาที่พบในช่วงแล้งที่ผ่านมาคือการไม่รักษากติกาที่ตกลงกันไว้ของเกษตรกรบางรายที่ร่วมโครงการในพื้นที่ 350 ไร่ มีการหว่านไถปักดำไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ ทำให้การบริหารจัดการน้ำเกิดการคลาดเคลื่อนจากแผนที่วางไว้ ซึ่งจะต้องนำมาแก้ไขปรับปรุงในฤดูกาลทำนาในช่วงแล้งที่จะถึงนี้ สำหรับฤดูนาปีในฤดูกาลหน้าคาดว่าจะมีการวางแผนขยายการเพาะปลูกโดยวิธีแกล้งข้าวด้วยเช่นกัน” นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.คป.เชียงใหม่ กล่าว